Archive of ‘สุขภาพผิว’ category

ริ้วรอยตัวฉกาจ

แน่นอนว่าคงจะไม่มีใครอยากจะมีริ้วรอย โดยเฉพาะริ้วรอยก่อนวัย เพราะริ้วรอยต่าง ๆ นั้นทำให้เราดูแก่ และดูน่าเกลียด แน่ล่ะว่าในความเป็นจริงนั้นเราไม่สามารถหนีปัญหาในเรื่องของริ้วรอยได้พ้น เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และทำให้ดูอ่อนกว่าวัยได้ แท้อาจจะไม่ได้ดูเหมือนสาวแรกรุ่น แต่ก็สามารถช่วยทำให้ดูเด็กขึ้นไปหลายปีเลยทีเดียว

ก่อนอื่นนั้น เราควรจะรู้จักวิธีการป้องกันริ้วรอยไม่ให้เกิดขึ้นก่อนวัย ซึ่งก็คือเราควรจะหลีกเลี่ยงสาเหตุของการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ ซึ่งมีสาเหตุดังต่อไปนี้

ป้องกันตัวเองจากแสงแดด แสงแดดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยต่าง ๆ ดังนั้นหากว่าจะให้ดีให้เราป้องกันตัวเองจากแสงแดด ไม่ว่าจะเป็นการพกร่มพกหมวก เดินหลบแดด หรือการใช้ครีมกันแดด ซึ่งแม้จะช่วยได้ไม่ 100% แต่ก็สามารถช่วยได้มากเลยทีเดียว

หยุดพฤติกรรมทีเผลอ หายต่อหลายคนมักจะมีพฤติกรรมทีเผลอของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการขยี้ตา ขมวดคิ้ว เท้าคาง ซึ่งทั้งหมดนี้แหละที่เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ

ไม่เครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความเศร้า ความวิตกกังวลต่าง ๆ หยุดมันซะ เพราะนอกจากจะทำให้จิตใจของเรามัวหมองแล้ว ยังทำให้หน้าเราแก่อีกด้วย เพราะเมื่อเราเครียด กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าจะมีความตึงเครียด เมื่อนาน ๆ เข้าก็เกิดเป็นริ้วรอยลึกได้

สูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่จะแก่เร็วกว่าคนที่ไม่ได้สูบประมาณ 5 เท่า เพราะในควันบุหรี่นั้น มีสารที่ไปทำลายเซลล์ผิวทำให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าเคยที่สำคัญ นอกจากจะสูบเองแล้ว การดมควันบุหรี่ก็มีผลต่อผิวและริ้วรอยเช่นเดียวกัน

ลดความอ้วนอย่างรวดเร็ว คนที่ลดความอ้วนอย่างรวดเร็วก็เป็นจำพวกหนึ่งที่มีโอกาสที่มีผิวเหี่ยวย่นและมีริ้วรอย เพราะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวปรับสภาพไม่ทัน ดังนั้น หากว่าเราอยากจะลดความอ้วนแบบไม่มีริ้วรอยก็ควรจะลดความอ้วนแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า

ปัจจุบันสารที่ช่วยลดและต่อต้านการเกิดริ้วรอยนั้น มีหลายชนิดซึ่งก็แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ นั่นก็คือ กลุ่มที่ช่วยชะลอริ้วรอยได้เพียงอย่างเดียว กับกลุ่มที่ช่วยชะลอริ้วรอยและช่วยลบเลือนริ้วรอยตื้น ๆ ได้

วิธีฟื้นฟูสภาพผิวแบบเร่งด่วน

ในบางครั้งเราอาจจะทำร้ายผิวไปบ้าง และกว่าจะรู้ตัวตื่นขึ้นมา ใบหน้าก็หมองคล้ำ มีร่องรอยของความโทรมต่างๆ นานาไปเสียแล้ว แล้วแถมวันนี้เราจะต้องไปธุระหรืออาจจะมีเดท แน่นอนล่ะว่าคงจะไม่มีใครอยากจะไปออกข้างนอกในสภาพที่โทรมสุดขีดเป็นแน่ ดังนั้นก็มีฟื้นฟูผิวง่ายๆ แบบเร่งด่วนมาฝากกัน แต่อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูผิวอย่างเร่งด่วนนี้ทำได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะอยากให้ผิวสวยใสอยู่ตลอดเวลานั้น เราควรจะบำรุงและดูแลผิวเป็นประจำ

ฟื้นฟูใบหน้าหมองคล้ำ

หากว่าเมื่อคืนเราไปปาร์ตี้กับเพื่อนมาเสียดึก หรือว่านอนดูทีวีรายการโปรดเพลินไปหน่อย ทำให้นอนไม่พอ ใบหน้ามีความหมองคล้ำ แต่ว่าเช้านี้เรามีเดทกับหนุ่มที่เราเฝ้ารอมานาน เราจะทำอย่างไรดี เพราะหากแบกหน้าโทรมๆ มีความหมองคล้ำไปหาก็คงจะไม่ดีเป็นแน่ แต่ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะก็มีวิธีที่จะช่วยเพิ่มความสดใสของใบหน้า เป็นการฟื้นฟูผิวที่หมองคล้ำแบบเร่งด่วน

ขั้นแรกให้เราดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งและมะนาว เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย จากนั้นก็ให้ออกกำลังกายสักหน่อย เพราะการออกกำลังกายเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย หากว่าไม่มีเวลามาก อาจจะกระโดดเชือก เล่นโยคะเบาๆ หรือว่ากระโดดตบก็ได้เช่นเดียวกัน จากนั้นก็ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยคลีนเซอร์ และให้เพิ่มชุ่มชื่นให้กับผิวด้วยครีม หรือโลชั่นที่ผสมมอยส์เจอไรเซอร์ หรืออาจจะพรมน้ำแร่ก็ได้ก็ไม่ว่ากัน หรือบางคนอาจจะใช้แตงกวาหรือว่ามะเขือเทศมาโปะหน้าเอาไว้ประมาณ 15 – 20 นาที เพื่อความชุ่มชื้นให้กับผิว

นอกจากนี้ก็ให้เรารับประทานอาหารเช้า และสูดลมหายใจลึกๆ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องใบหน้าหมองคล้ำได้มากทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี หากว่าเราอดนอนมาหลายๆ คืน วิธีดังกล่าวก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลมากนัก เพราะร่างกายและผิวของเรากำลังอยู่ในขั้นแย่ ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวของตัวเองอยู่เสมอ

เคล็ดลับในการดูแลผิวสวยในทุก ๆ วัน

การทำความสะอาดผิวกายนั้น ก็มีความแตกต่างไม่มากไปจากผิวหน้าสักเท่าไหร่ แต่แม้ว่าเราไม่ต้องระมัดระวังมาก เพราะผิวไม่มีความอ่อนบางเท่า แต่เราก็ควรที่จะใส่ใจผิวของเราสักนิด เพื่อให้ผิวของเราเนียนนุ่มสวยอยู่ทุกวัน ซึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ ในการบำรุงผิวให้สวยก็มีดังต่อไปนี้

ทำความสะอาดร่างกายทุกวัน

ข้อนี้แม้จะเป็นเรื่องเบสิคแต่ก็สำคัญ เพราะหากว่าเราไม่ใส่ใจกับการทำความสะอาดร่างกาย บำรุงผิวไปก็จบ เพราะว่าก็คงไม่ได้ผลอะไรเท่าไหร่ การทำความสะอาดร่างกายนั้นสำคัญ ไม่ใช่แค่เอาน้ำพรมหรือราดใส่ตัว ถูสบู่สองทีแล้วจบ เพราะว่าการอาบน้ำ หรือการทำความสะอาดร่างกายนั้น ควรจะใส่ใจรายละเอียดทุกส่วน เพื่อให้ร่างกายของเราได้รับการทำความสะอาดอย่างแท้จริง

ขัดผิวบ้าง

ก็เหมือนกับผิวหน้านั่นแหละที่จะมีการผลัดผิวอยู่เสมอ ดังนั้น เราควรจะกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป โดยในทุก ๆ วันเราอาจจะใช้ใยขัดตัวอย่างเช่น ใยบวบที่ค่อนข้างจะนุ่มมาขัดตามร่างกายเป็นประจำทุกวัน และใน 1 อาทิตย์ก็อาจจะมีสักวันที่นำครีมขีดมาขัดผิว เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ติดอยู่ออกไปจนหมดสิ้น แค่นี้ก็จะทำให้ผิวของเรากระจ่างใสไม่หมองคล้ำแล้ว

ผิวสวยด้วยผัก และ ผลไม้

ส้ม

ส้มนั้นเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ ซึ่งในส้มนั้นก็มีวิตามินนานาชนิด ที่มากและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและผิวของเราก็คือวิตามินซี ซึ่งวิตามินก็จะช่วยทำให้ผิวของเราดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ส้มยังมีส่วนช่วยทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเป่าและสดใส และมีผลทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใสตามผิวอีกด้วย

การรับประทานส้มนั้น ควรรับประทานทั้งกาก เพราะจะช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายของเราดี และเพื่อการขับถ่ายของเราเป็นระบบสาเหตุของสิวประการหนึ่งก็จะหมดไป เพราะปัญหาเรื่องการขับถ่ายก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวเช่นเดียวกัน เห็นประโยชน์อย่างนี้แล้วก็มารับประทานส้มกันเถอะค่ะ

มะเขือเทศ

“มะเขือเทศ” ผักลูกแป้น ๆ สีแดง ๆ นั้น เป็นผักที่ทรงคุณค่ามากมายอย่างแท้จริง มีประโยชน์มากมายหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในด้านสุขภาพและในด้านของความสวยความงามก็ตาม

ในด้านของสุขภาพนั้น มะเขือเทศสามารถต้านมะเร็งได้หลากหลายชนิด ส่วนในด้านของความงามนั้น มะเขือเทศช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและดูสดใส แม้จะไม่ได้แก้มแดงอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกับสีของมะเขือเทศ แต่ก็ดูรู้ว่าสุขภาพดี การรับประทานมะเขือเทศนั้น ทำได้หลากหลายแบบที่แนะนำก็คือให้รับประทานสด โดยสามารถรับประทานเป็นสลัด หรือว่าจิ้มพริกกับเกลือรับประทานได้เลย

แครอต

แครอตเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ทรงคุณค่ามาก เพราะเป็นผักอีกชนิดที่มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ดังนั้น หากว่ารับประทานแครอตมาก ๆ นอกจากจะไม่เป็นโรคมะเร็งแล้วยังช่วยทำให้เราดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

นอกจากนี้การรับประทานแครอตยังช่วยทำให้ผิวพรรณของเราผ่องใส และก็สีผิวก็จางลง อาจจะไม่ถึงขั้นขาวผ่องในกรณีของคนที่มีผิวค่อนข้างคล้ำ แต่จะดูเปล่งปลั่งมีสุขภาพดี นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นต้นเหตุของความหมองคล้ำของผิวออกไปอีกด้วย

การเลือกครีมกันแดด

การที่เราจะรู้ว่าครีมกันแดดยี่ห้อไหนดีนั้น เราจำเป็นต้องรู้ว่าครีมกันแดดที่เราจะเลือกซื้อมาใช้นั่น มีคุณสมบัติอะไร ช่วยป้องกันอะไรได้แค่ไหน ซึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่องของการกันแดดนั้น มักจะมีศัพท์อยู่มากมาย และเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในการเลือกใช้ครีมกันแดด จึงควรจำเป็นต้องทราบว่าที่ระบุไว้บนฉลากของครีมกันแดดทั้งหลายนั้น เพื่ออะไร เหมาะกับการใช้งานของเราหรือไม่

Ÿ             UVA คือ รังสีที่สามารถเข้ามาทำลายโครงสร้างของอีลาสติน และคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยได้ง่ายๆ

Ÿ             UVB คือ รังสีที่ทำให้ผิวไหม้เกรียม เมื่อสะสมมากๆ อาจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

Ÿ             UVC คือ ค่าความสามารถในการปกป้องผิวจากแสงแดด ยิ่งมากก็ยิ่งปกป้องผิวได้ดีขึ้น นานขึ้น

Ÿ             PA คือ ค่าความสามารถในการปกป้องผิวจากแสงแดด ที่บอกถึงการป้องกันรังสี UVA

Ÿ             PA +++ คือ ระดับการป้องกันรังสี UVA ในระดับสูงสุด

Ÿ             Waterproof คือ สามารถกันน้ำได้นานกว่า ควรทาซ้ำใน 1 ชั่วโมง 10 นาที

ในเบื้องต้นการสังเกตที่จะเลือกซื้อครีมกันแดด ควรต้องมี 3 – 4 คำนี้เป็นหลัก คือ SPF มีส่วนประกอบของ UVA และ UVB รวมไปถึง Water Resistant

ค่า SPF ที่เหมาสม

เพื่อให้เลือดใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับการป้องกันแสงแดด ได้เปรียบเทียบมาให้คุณดูแล้วว่าค่า SPF เท่าไรที่คุณควรเลือกไปใช้

แสงไฟในที่ทำงาน ค่า SPF 15

แสงแดดระหว่างวัน ค่า SPF 30

แสงแดดสะท้อนในรถยนต์ ค่า SPF 25

เล่นกีฬากลางแจ้ง (ทางบก) ค่า SPF 40

เล่นกีฬากลางแจ้ง (ทางน้ำ) ค่า SPF 50

การใช้ครีมกันแดด

ก่อนอื่นคุณควรดูวันหมดอายุของครีมกันแดดเสียก่อน แต่ยังไงเสียครีมกันแดดก็ควรมีอายุไม่เกิน 2 ปี (เครื่องสำอางทั่วไปก็เช่นกัน) เป็นอย่างมาก แล้วการใช้แต่ละครั้งปริมาณการบีบครีมกันแดด ใช้แค่ครึ่งฝ่ามือก็พอแล้ว ปริมาณเพียงเท่านี้สามารถกันแดดได้ทั่วตัวและหลังจากที่คุณกลับเข้ามาจากการผจญแดดแล้ว คุณควรทา After Sun ด้วย เพื่อเป็นการบำรุงผิว และป้องกันการเกิดผิวเกรียมแดด จากนั้นก็ลงมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีวิตามินอี และว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมขั้นตอนสุดท้าย

ดูแลสุขภาพของริมฝีปากให้เนียนนุ่ม

หลายคนดูแลสุขภาพผิวในส่วนต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่ลืมที่จะบำรุงและปกป้องริมฝีปากของเรา ทำให้ริมฝีปากแห้ง เป็นขุย ไม่น่ามอง ดังนั้น หากว่าเราไม่อยากจะให้ริมฝีปากดำคล้ำ แห้งน่าเกลียด เราก็มาดูแลริมฝีปากของเราให้เนียนนุ่มกันด้วยวิธีง่ายๆ กันเถอะ

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ไม่ว่าจะเป็นผิวกาย ผิวหน้า หรือแม้แต่ผิวบริเวณริมฝีปาก น้ำก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากว่าเราไม่ได้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ริมฝีปากของเราก็จะสะท้อนออกมาในลักษณะของอาการปากแห้งเป็นขุย ในทางตรงกันข้าม หากว่าเราดื่มน้ำอย่างเพียงพอก็จะทำให้ริมฝีปากของเราชุ่มชื้นและดูสุขภาพดี

ปกป้องริมฝีปากจากแสงแดด

แสงแดดนั้นก็มีผลทำให้ปากของเราดำคล้ำได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหากว่าเราไปตากแดดนาน ๆ ก็มีโอกาสที่ริมฝีปากของเราจะคล้ำขึ้น เช่นเดียวกับผิวส่วนอื่น ๆ ดังนั้น เราควรจะใช้ลิปสติกที่มีการปกป้องริมฝีปากจากแสงแดด ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วก็มีลิปสติกที่ปกป้องริมฝีปากจากแสงแดดด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นลิปสติกสี ลิปกลอส ลิปมัน เป็นต้น โดยเราก็สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการของเรา

อย่าเลียริมฝีปาก

หลาย ๆ คนเมื่อรู้สึกว่าริมฝีปากแห้งก็จะเลียริมฝีปาก เพราะคิดว่าจะช่วยทำให้ริมฝีปากมีความชุ่มชื่นมากขึ้น นั่นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะยิ่งเราเลียริมฝีปากก็จะยิ่งทำให้ริมฝีปากของเราแห้งมากขึ้น และที่สำคัญการเลียริมฝีปากมาก ๆ ก็จะทำให้ริมฝีปากมีสีหมองคล้ำขึ้นด้วย ดังนั้น หากว่าเรารู้สึกว่าปากแห้งอย่าไปเลียริมฝีปากเลย พกลิปสติกสักแท่งทาเพิ่มความชื้นให้ปากของเราจะดีกว่า เพราะนอกจากจะช่วยไม่ให้มันแล้ว ยังมีมอยส์เจอไรเซอร์ช่วยบำรุงปากให้เนียนนุ่มอีกด้วย

ปัญหาปากเป็นขุย

หากว่าริมฝีปากของเราแห้งเป็นขุยอย่าไปแกะมันเด็ดขาด วิธีที่ดีที่สุดก็คือทาลิปมันหรือว่าลิปกลอส เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากของเรา และหากจะให้ดีก่อนที่จะทานั้นให้เรานำแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มมาแปรงที่ริมฝีปากบนและล่างเบา ๆ หลังจากที่แปรงฟันแล้ว เพื่อกำจัดขุยที่เกิดขึ้นออกไป จากนั้นก็ค่อยใช้ลิปมันหรือว่าลิปกลอสทา ก็จะช่วยรักษาอาการปากเป็นขุยได้

ทาลิปมันก่อนนอน

เคล็ดลับนี้เป็นเคล็ดลับที่ใคร ๆ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบนั่นก็คือ ให้เราทาลิปมันก่อนนอน ซึ่งก็คล้าย ๆ กับการบำรุงผิวด้วยโลชั่นก่อนนอนนั่นแหละ วิธีนี้จะช่วยทำให้ริมฝีปากของเราอิ่มเอิบ ไม่หมองคล้ำ และมีความชุ่มชื้นไม่แตกเป็นขุยอีกด้วย ดังนั้น ก่อนนอนควรจะทาลิปมันเพื่อบำรุงริมฝีปาก แต่ก็ไม่ควรจะทาลิปสติกสี เพราะอาจจะมีส่วนผสมบางอย่างที่จะเป็นการทำร้ายริมฝีปากของเราได้

วิธีการรักษาฝ้า

ฝ้าอาจจะเป็นปัญหากวนใจสาวๆ หลายๆ ท่าน ถ้าเราพยายามหลีกเลี่ยงแล้ว แต่มันก็ยังเป็น เราก็ต้องพยายามรักษากันไป วันนี้เรามีวิธีการรักษาฝ้ามาฝากกันจ้า

ใช้ครีมทารักษาฝ้า

การรักษาฝ้านั้น เราควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพราะการรักษาอย่างมั่ว ๆ ชั่ว ๆ หรือการซื้อยามาทาฝ้าเองนั้น อาจจะยิ่งทำให้ฝ้าขยายวงใหญ่ขึ้นก็ได้ ซึ่งเมื่อเราไปพบแพทย์แล้ว แพทย์ผิวหนังจะดูอาการของเรา และจ่ายยาให้ ซึ่งอาจจะมีทั้งยาทาและยากิน โดยจะเป็นยาที่ช่วยยับยั้งการเกิดของเม็ดสีและลดรอยฝ้าให้จางลง และที่สำคัญเราจะต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะการรักษาฝ้านั้นไม่สามารถรักษาไม่กี่วัน ซึ่งหากว่าอาการดีขึ้นแล้วแพทย์ผิวหนังก็จะลดยาที่ให้เอง

ทาครีมกันแดดเป็นประจำ

การรักษาฝ้าจะไม่เป็นผลเลย หากว่าเรายังโดนแดดจัดเป็นประจำ เพราะยิ่งเราโดนแดดฝ้าก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น การรักษาจึงกลายเป็นศูนย์ ดังนั้น ก่อนออกจากบ้านทุกครั้งให้เราทาครีมกันแดด นอกจากนี้ก็อย่าไปไว้ใจไฟจากหลอดไฟ เพราะก็เป็นสาเหตุของฝ้าได้เช่นกัน

การใช้สาร AHA ในการช่วยรักษา

สาร AHA เป็นสารที่ช่วยทำให้หน้าของเราดูกระจ่างใส และขาวขึ้น และสามารถใช้เช่นเดียวกันกับการรักษาฝ้า ซึ่งบางครั้งแพทย์ก็จะให้ครีมที่มีส่วนผสมของสาร AHA ในการรักษาควบคู่ไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะได้ผลดี แต่อย่างไรก็ดีก็ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้

การรักษาด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ

เราสามารถใช้เทคโนโลยีอื่นในการรักษาฝ้า อย่างเช่นการใช้เลเซอร์ หรือทำไออนโต แต่อย่างไรก็ตาม หากว่าฝ้ายังจาง ๆ อยู่ ก็อาจจะไม่ต้องใช้เทคโนโลยีถึงนาดนั้น เพราะยังพอรักษาได้ง่าย ๆ อยู่ ซึ่งทุกอย่างเราก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผิวหนังผู้มีความเชี่ยวชาญ

การรักษาฝ้านั้น จะต้องอาศัยความอดทนพอสมควร เพราะเป็นรอยด่างที่รักษาได้ค่อนข้างยาก และคงไม่มีครีมทาฝ้าที่ดีที่สุดหรือได้ผล 100% เราต้องรู้จักที่จะหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าควบคู่ไปด้วย แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามันเป็นไปแล้ว เราก็อย่าไปท้อถอย ถึงฝ้าจะรักษาได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาไม่ได้ เพียงแต่ต้องอาศัยความอดทนเท่านั้นเอง

ฟื้นฟูริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย ด้วยน้ำผึ้ง

หลายๆ คนคงจะเคยเจอกับปัญหาเรื่องริมฝีปากเป็นขุย ซึ่งเมื่อทาลิปสติกแล้ว ริมฝีปากก็ดูเป็นแผ่นผิวหนัง หรือเป็นขุยน่าเกลียด ไม่เนียนเรียบดูอิ่มเอิบ และทำให้การทาลิปสติกของเราเป็นการเผยให้เห็นความแห้งกร้านของริมฝีปากเรานั่นเอง

การดูแลริมฝีปากที่แห้งและเป็นขุยอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะสามารถทาลิปสติกให้ได้สวยนั้น ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เพียงแต่ว่าเราต้องเสียเวลาเตรียมข้าวของเสียหน่อย ความจริงแล้วสิ่งที่เตรียมนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แค่มีน้ำผึ้งก็สามารถช่วยได้แล้ว

ขั้นแรกนั้นเราจะต้องกำจัดผิวหนังบริเวณริมฝีปากที่ลอกออกมาเสียก่อน โดยให้เราหาแปรงที่มีความอ่อนนุ่ม หรืออาจจะใช้ผ้านุ่มๆ มาปัดหรือเช็ดเบาๆ ที่บริเวณโดยรอบเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยนำน้ำผึ้งมาทาให้ทั่ว โดยทิ้งเอาไว้สักพัก เพื่อให้สารในน้ำผึ้งได้ซึมซาบเข้าสู่ริมฝีปากเราได้ดีขึ้น ทิ้งเอาไว้สัก 10 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่ก็ไม่ต้องล้างเสียจนหมดจดมาก เพราะเหลือเอาไว้ให้บำรุงปากของเราก็ดี

จากนั้นก็ให้เรานวดบริเวณริมฝีปากเสียหน่อย โดยใช้วิธีกดเบาๆ จากตรงกึ่งกลางไปจนถึงมุมปาก ทั้งริมฝีปากล่างและบน แล้วบำรุงริมฝีปากอีกครั้งด้วยลิปมันหรือลิปบาล์ม จากนั้นก็พักไปทำอย่างอื่นสักครู่ใหญ่ๆ แล้วค่อยมาแต่งหน้า ทาปาก เพราะหากว่าทาลิปสติกสีเลย ผิวของเราจะไม่ได้พักนั่นเอง

มารู้จักฝ้ากันดีกว่า

เชื่อว่าสาวๆ ทุกคนอยากจะมีใบหน้าที่เกลี้ยงเกลา ดูสดใสเปล่งปลั่ง แต่ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่มีจุดต่างๆ เกิดขึ้นบนผิวหน้าของเรา ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดบนผิวหน้าของเราก็คือ “ฝ้า” นั่นเอง

หากว่าเราไม่อยากจะให้ผิวของเราเป็นฝ้า เราก็ควรจะรู้เสียก่อนว่า “ฝ้า” เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงสาเหตุของการเกิดฝ้า เพื่อให้หน้าของเราเนียนใสไร้จุดด่างใดๆ

สาเหตุของการเกิดฝ้า

แสงแดด สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าก็คือ แสงแดด โดยเฉพาะแสงแดดในช่วง 10.00 – 16.00 น. ซึ่งเป็นแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อผิวของเรา และทำให้เกิดฝ้าหรือจุดด่างดำได้มากที่สุด ดังนั้น ก่อนออกแดดทุกครั้งให้เราทาครีมกันแดด หรือหาร่มหรือหมวกมาปกปิดผิวจากแสงแดด แสงแดดจะได้ไม่ถูกผิวของเราโดยตรง

แพ้เครื่องสำอาง สาเหตุของฝ้าอาจจะเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางก็เป็นไปได้ เพราะในเครื่องสำอางนั้นอาจจะมีสารบางตัวที่ทำให้แพ้ และทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน ดังนั้นเราควรจะเลือกเครื่องสำอางดี ๆ ที่รับรองว่าไม่อาจจะเกิดอาการแพ้

ผลจากยาบางชนิด บางทีการรับประทานยาเพื่อรักษาอาการบางชนิดก็จะทำให้เกิดฝ้าได้ อย่างเช่นยาที่ช่วยป้องกันโรคชัก เป็นต้น ซึ่งหากเพราะเกิดจากสาเหตุนี้เราอาจจะบอกแพทย์ หากว่าเปลี่ยนไม่ได้ก็ต้องบำรุงรักษาที่ปลายเหตุ

ทางพันธุกรรม ลักษณะทางพันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นฝ้า เพราะหากว่าพ่อแม่เป็นฝ้า โอกาสที่ลูกจะมีเป็นฝ้าก็มีโอกาสสูง ในกรณีนี้เราจะต้องดูแลและรักษาอาการต่าง ๆ และยับยั้งไม่ให้ฝ้าขยายจุดด่างเพิ่มมากยิ่งขึ้น และรักษาให้ฝ้าดูจางลงไปเรื่อยๆ

ระดับฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวลาที่ฮอร์โมนของเราเปลี่ยนแปลงก็อาจจะทำให้เกิดฝ้าได้ ไม่ว่าเป็นการตั้งครรภ์ หรือว่าการรับประทานยาคุมกำเนิด ซึ่งสาวๆ ที่คิดว่าอยากจะรับประทานยาคุมกำเนิด เพราะเชื่อว่าผิวพรรณจะสดใสขึ้นก็ต้องคิดให้ได้ เพราะอาจจะได้ฝ้ามาเป็นของแถม

เป็นเพราะโรคต่างๆ การที่ร่างกายของเราเป็นโรคต่างๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของฝ้า อย่างเช่น โรคตับแข็ง หรือว่าการขาดวิตามินบี 12 ดังนั้นเราควรจะรักษาสุขภาพของเราให้ดี เพื่อจะได้แข็งแรงและไม่เป็นฝ้าอีกด้วย

หากว่าเราไม่อยากเป็นฝ้า ก็ควรจะหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า แต่หากว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเกิดจากพันธุกรรมหรือว่าสาเหตุที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เราก็ไม่ต้องกังวล เพราะเราสามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ด้วยวิธีการต่างๆ

วิธีลบรอยแผลเป็นจากสิว

ก่อนอื่นเลยเราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดสิว ซึ่งเป็นที่มาของแผลเป็น โดยการทำความสะอาดผิวให้ดีพอ ไม่อยู่กับสิ่งสกปรกมากๆ นานๆ เช่น อยู่ภายใต้แสงแดดจัดๆ การไม่ล้างเครื่องสำอางออก หรือขาดการพักผ่อนที่เพยงพอ ที่สำคัญคือเมื่อเป็นสิวแล้วห้ามแกะ บีบ หรือลูบสัมผัสผิวบ่อย ๆ แต่ถ้ามันห้ามไม่ได้ เกิดสิวขึ้นมาแล้ว และเมื่อมันจากไปกลับทิ้งแผลเป็นไว้อีกด้วยนั้น ให้ปฏิบัติด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อขจัดรอยแผนเป็นให้จางไปดังนี้

วิธีลบรอยแผลเป็นจากสิว

– ทายาที่มีกรดวิตามินเอเป็นประจำ
– ทำไอออนโด
– ทาน้ำยา TCA บริเวณที่เป็นแผลเป็นต่อเนื่องนาน 1 สัปดาห์
– การผลัดผิวด้วยวิธี MD หรือเรียกว่าการผลัดผิวโดยใช้หลักการพ่นผงคริสตัล
– ใช้เลเซอร์รักษา

วิธีรักษาสิวเสี้ยน

ถ้าใครที่ยังไม่สามารถหาทาง หาวิธีกำจัดสิวเสี้ยนบนจมูกหรือใบหน้าที่เกิดขึ้นอยู่ให้หมดไปได้ เรามีวิธีปฏิบัติเพื่อหน้าใสไร้สิวเสี้ยนมาฝากกันแล้ว และเป็นการป้องกันสิวเสี้ยนไปในตัวอีกด้วย เพียงแค่คุณควรต้องกระทำเป็นประจำเท่านั้นเอง

– กินอาหารประเภทไขมันในปริมาณที่น้อย
– กินผักสด ผลไม้สดมากๆ ใช้แอสทริงเจนต์ที่มีตามร้านขายยา มาเช็ดและพอกหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
– ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
– ควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เป็นอย่างน้อย
– ไม่ควรใช้มือบีบสิวเสี้ยน

1 2 3 4 6

You might also likeclose